[Fic & AUfic] Incompleto :: Lost [4] (D18)
posted on 06 Jun 2009 20:37 by freedeal in Fiction
Title : [Fic & AUfic] Incompleto :: Lost (D18) ตอนที่ 4
Author : Freedeal
Pairing : D18
Rate : NC-17
Genre : Drama,Erotic
Note : กว่าจะมาอัพ อินี้คราวนี้แต่งสดล้วนๆเกือบครึ่งเลยทีเดียว =[]=" เหนื่อยโฮกกกกกกกกกกกก
อย่าเพิ่งตบคนแต่งนะ (/เตรียมโล่ห์ป้องกันตัว)
------------------------------------------------------------------
Lost [4]
ถ้านี้เป็นความฝัน ก็เป็นฝันที่ไม่อยากตื่น...
แม้รู้ว่าสิ่งที่ต้องการนั้นไม่มีทางเป็นไปได้.... จิตใต้สำนึกยังคงหวัง ไม่อยากตื่นจากฝันแสนสุข เพื่อพานพบกับความจริงอันโหดร้ายที่รอช่วงชิงทุกลมหายใจให้จมดิ่งกับความมืดมิดในโลกเบื้องหลัง
แต่ทุกอย่างย่อมมีจุดจบของมัน ไม่เว้นแม้กับความฝันในนิทราอันรางเลือน
กลีบสีขาวชมพูร่วงหล่นพลันกระจายพร่างตามแรงลมปะทะ ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดไหว...
สิ่งบอบบางเล็กจิ๋วปลิวระใบหน้าร่างเพรียวซึ่งเยื้องย่างลึกเข้าไปในสวนบุพผาชาติท่ามกลางพายุสีขาวอมชมพูหอมรวยระรินของดอกซากุระ รองเท้าหนังขัดสีดำมันขลับเหยียบบนผืนหญ้าเขียวประปรายสลับสีอ่อนสวยของดอกไม้งามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สัมผัสอ่อนนุ่มจากฝ่าเท้าทำให้หวนนึกถึงคนๆหนึ่ง.....
นับแต่เขาจำความได้ ที่แห่งนี้เคยมีโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและปริมาณการบริโภคอุปโภคที่มากขึ้นของเมืองนามิโมริ ถ้าไม่ใช่เพราะพิษเศรษฐกิจและไม่มีผู้คนมาจับจองต่อ ที่ดินกว้างก็คงไม่รกร้างว่างเปล่า เมื่อผ่านไปหลายปี จึงมีต้นไม้ขึ้นประปรายบ้าง ซึ่งต้นไม้พวกนั้นก็ได้รับน้ำมาจากแม่น้ำเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆนั้นเอง
เพราะความเงียบสงบ ไร้ผู้คน จึงกลายเป็นที่ๆหนึ่งที่ฮิบาริชอบมานั่งพักผ่อนเพียงลำพังนอกเหนือจากเวลางานและการปลีกวิเวกบนดาดฟ้าโรงเรียนนามิโมริแบบไม่มีใครกล้ามายุ่ง จวบจนมีไอ้บ้าที่คิดเองเออเองว่าเขาเป็นศิษย์มันเจอเข้าแล้วตามมาเกาะแกะถึงที่
กลายเป็นว่าที่แห่งนี้ก็เป็นอีกแห่งที่จะเจอกันได้เสมอนอกเหนือจากที่ศาลเจ้าและที่โรงเรียน แม้ว่าคนอย่างฮิบาริ เคียวยะ จะไม่ต้องการก็ตาม...
และในวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสวยมีเมฆน้อยลอยเอื่อยตามลม นัยน์ตาสีรัตติกาลสะท้อนภาพของแขกไม่ได้รับเชิญพร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างในมือ...
"ทำอะไรของแก?"
"อ่ะ! มาแล้วเหรอเคียวยะ"
ชายหนุ่มผมทองจับเสียมขุดดินแข็งๆด้วยความไม่คุ้นชิน ร่องเล็กๆลึกเพียงเนินฝ่ามือแต่คนขุดกลับขมุกขมอมทั้งตัวเหมือนตกหลุมฝังศพหลังฝนตก ข้างกายเป็นถุงกล้าไม้สองสามต้น
“ตอนเช้าชั้นนั่งรถผ่านร้านต้นไม้ในเมืองข้างๆน่ะ เลยซื้อมาด้วย รู้มั้ยว่าต้นอะไร”
คำถามที่ชายหนุ่มร่างเล็กรู้คำตอบดียิ่งกว่าใคร แม้ยังเป็นเพียงต้นกล้าสูงไม่ถึงเข่า หากรูปลักษณ์นั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาคมที่แลมองด้วยความชินตา
ริมฝีปากเรียวขยับเปล่งคำสบถมุบมิบ และนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆทันควัน
...กล้าต้นซากุระ ต้นไม้ที่เขาชอบ
แต่ดูจากสปีดขนาดเอนซีโอ้ตอนไม่โดนน้ำยังอายแบบนี้ คงอีกหลายชาติกว่าจะได้โต...
ความคิดแล่นเงียบๆ ในหัวดำๆ บรรยากาศสบายๆทว่าสีหน้งเฉยติดจะอึมครึมก็ยังไม่จางหายไป
“แล้วไง”
“อ้าว ก็เคียวยะชอบซากุระไม่ใช่เหรอ ไหนๆเราก็มาที่นี้ประจำอยู่แล้ว ปล่อยให้โล่งแบบนี้มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ว่ามั้ยล่ะ”
“.......แล้วใครมันอนุญาตให้แกปลูก” เปรยเสียงเข้มอย่างเมฆาผู้อวดดี “สวนที่คฤหาสน์แกไม่มีรึไง”
รอยยิ้มฝืดเฝื่อนลงถนัดตา “ง่า.....แต่ตรงนี้มันก็ไม่มีเจ้าของไม่ใช่เหรอ”
ท้องฟ้าอาบสีทองสว่างยามตะวันใกล้ผินลับขอบฟ้า หนึ่งร่างในชุดสูทสีเดียวกับเรือนผมและนัยน์ตา อีกหนึ่งนั้นในชุดสบายๆภายเสื้อโค้ทขอบขนเฟอร์หนานุ่ม มองสบเพียงครู่เงียบๆ
“หึ จะปลูกอะไรก็ตามใจ แต่อย่ามาซี้ซั้วปลูกทิ้งๆขว้างๆล่ะ มันรกหูรกตา ไม่งั้นจะขย้ำให้ตาย.....”
พูดทิ้งทวนพลางเดินไปหามุมสงบๆห่างๆ
“จ้าาาาาาา!!”
คนถูกตามใจได้ยินรับคำน้ำเสียงร่าเริงแข็งขัน กระชับด้ามเครื่องมือแน่นแล้วขุดแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเศษดินกระจายเปื้อนเสื้อผ้าเป็นหย่อมๆ แต่รอยยิ้มที่ฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลารั้งไม่ให้ร่างเล็กซึ่งทอดมองเงียบๆจากหลังต้นไม้สูงเอ่ยอะไรออกไป
เนตรสีรัตติกาลเหลือบเห็นชายวัยกลางคนคนสนิทของอีกฝ่ายยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล กระโปรงพาหนะหรูสีเดียวกับเรือนผมและดวงตาคมสวยเปิดเผยถุงกล้าไม้ชนิดเดียวกันอีกเกือบ10ต้น
...ไอ้งี่เง่า.......
.....เพราะเป็นบอสแฟมิลี่ใหญ่พ่วงพันธมิตรอันดับต้นของวองโกเล่ ในวันรุ่งขึ้นนั้นเองตั๋วเที่ยวบินกลับอิตาลีเที่ยวเร็วที่สุดจึงเป็นใบเบิกทางหิ้วคนสมญานามม้าพยศกลับบ้านเดิม งานประดังประเดเข้ามาดังคลื่นซัดจนไม่อาจกระดิกตัวไปไหนมาไหนได้ดั่งใจอีก
ดีโน่ต้องสะสางงานวุ่นวายที่อิตาลีช่วงนั้นอยู่นาน นาน......มากพอที่กล้าไม้เล็กเหล่านั้นใบเริ่มเปลี่ยนสี
ถึงจะพูดแบบนั้น.......
สุดท้ายคนที่มาดูแลรดน้ำพรวนดินสวนนี้ตอนที่เจ้าม้าบ้าไม่อยู่กลับเป็นเขาซะเอง.....
ร่างบางถือฝักบัวรดน้ำจนชุ่ม สีเขียวขจีสมดังเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของโรงเรียนที่เราภาคภูมิใจคลายความหงุดหงิดลงไปนิด
ชิ... ถือซะว่าทำบุญให้สัตว์กินพืชตัวนึงไปเกิดใหม่ให้หื่นน้อยลงหน่อยแล้วกัน
ในบางคราที่ฮิบาริปลีกตัวออกมาไม่ได้ คุซาคาเบะ เท็ตสึยะก็จะออกมาทำหน้าที่คนสวนจำเป็นชั่วคราวอย่างรู้งานและรู้ใจนายตนแบบไม่ต้องเอ่ยปาก กิจกรรมยามว่างเล็กๆน้อยค่อยๆกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันโดยไม่รู้ตัว
อากาศแจ่มใสสดชื่น ท้องฟ้าโปร่งก้อนปุยอ่อนสีขาวเกิดจากละอองไอน้ำควบแน่นลอยประปรายแต่งแต้มให้นภาผืนกว้างไม่ดูโล่งจนเกินงาม วันเวลาผันผ่านจากเดือนเป็นปี เข้าสู่ฤดูที่ยอดไม้อ่อนและดอกไม้เริ่มผลิบาน แสงแดดอ่อนๆยามเช้าคลอลมหนาวพัดแผ่ว
“บานแล้วสวยจังเลยนะ เพราะเคียวยะดูแลมันดีแท้ๆ ‘เด็กๆ’ถึงโตกันมาถึงขนาดนี้”
ท่ามกลางสวนสวยราวภาพฝันซึ่งปรากฏต้นไม้สูงประปราย คน2คนเดินเคียงข้าง รอยยิ้มเหยียดส่งให้คนชม “หึ ก็ใครกันล่ะที่เที่ยวปลูกโน่นปลูกนี้ทิ้งไว้แล้วชิ่งหนีไปอิตาลีจนชั้นต้องถ่อมาที่นี้ทุกวันล่ะ” กิ่งไม้ไหวน้อยๆส่งเสียงดังซ่อกแซ่ก “...เสียเวลาจริงๆ”
“แต่เคียวยะก็ชอบมันนี่หน่า”
รอยยิ้มอบอุ่น มือแกร่งที่คว้ามือขาวเรียวเล็ก ส่งความรู้สึกบางอย่าง หัวใจที่ห้อมล้อมด้วยปราการน้ำแข็งสูงชันสั่นไหว.....
“ไม่งั้นไม่ปล่อยให้โตมาถึงขนาดนี้หรอก จริงมั้ย?”
แว่วเสียงแค่นในลำคอบางเบาขณะที่คนดักคอหัวเราะร่ากับคำบริภาษเบาๆที่หูเจ้ากรรมได้ยิน “ไร้สาระ”
นับแต่นั้น... ซากุระที่เคยตั้งตระหง่านตาไม่กี่ต้นก็พลันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแววว่าจะมีมาอีกตามอารมณ์ช่างสรรหาของดีโน่
คิ้วเรียวกระตุกจนร่างสูงนึกเปรียบว่าถ้ามันเป็นเชือกอาจขาดไปตั้งแต่เห็นเขาแล้วก็ว่าได้...
“แกจะปลูกอะไรกันนักกันหนาห๊ะเจ้าสัตว์กินพืช!!! รู้มั้ยว่าคนที่ดูแลน่ะมันใครกัน”
เอ่ยเสียงทะมึนเสียจนม้าหนีงานออกมาเทียวไปเทียวมาจนน่าปวดหัวถึงกับยิ้มไม่ออก แต่ปากก็แย้มยิ้มแหยๆไปตามปฏิกิริยาคุ้นชินของร่างกาย “ชั้นคิดว่าเวลามันบานพร้อมกันเยอะๆ น่าจะสวยดีน่ะ แหะๆ”
สองมือกร้านจากการจับอาวุธและไม่ได้รับการบำรุงดูแลดีพออุ้มกล้าซากุระลงในหลุมแล้วโกยดินกลบ
“สวนนี้ ขอให้เป็นตัวแทนของชั้น ถ้าเมื่อไหร่ชั้นไม่อยู่แล้วเคียวยะเหงาคิดถึงชั้นจะมาอยู่ที่นี้แทนก็ได้นะ จะได้เหมือนว่าชั้นเฝ้าดูเธออยู่ตลอดเวลาไง...”
“....ไม่จำเป็น แล้วใครคิดถึงแก ?” ตอบแทนคำหวานๆโรแมนติคชวนฝันในแบบที่สาวๆต้องกรี๊ดสลบไม่ก็ละลายกองกับพื้น คำพูดตรงๆไม่เกรงใจใครเป็นนิสัยที่ไม่ว่าอย่างไรก็แก้ไม่หายเสียที หากคนโดนปัดความหวังดีทิ้งไม่นึกถือสา
“แต่ชั้นคิดถึงเคียวยะนี่”
“..................”
เงียบกันไปทั้งคู่ ร่างสูงนั่งยองๆตบดินที่กลบพลันลุกขึ้นปัดเศษดิน ถอดถุงมือทิ้ง ก่อนเอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กของคนตัวบางที่มองมาอย่างไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก
“นี่ เคียวยะ”
ชายหนุ่มชุดสูทสากลสีดำดุจเรือนผมและนัยน์เนตรคมปลาบยืนนิ่ง ไม่แม้จะปริปากหรือหันมอง หากช่วงชีวิตที่อยู่ร่วมกันมาหลายปีบอกให้ดีโน่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฟังเขาอยู่
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เรามาดูดอกซากุระด้วยกันอีกนะ.....”
ความบริสุทธิ์สวยงามของดอกไม้โชยกลิ่นระรวยอันเป็นความพึงพอใจของบุรุษเกศาสีนกกาในความทรงจำยังไม่จางหาย
จมูกโด่งสูดดมรับความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งชวนเคลิ้มฝัน เปลือกตาบางพริ้มปล่อยใจล่องลอย
หากชั่วพริบตา สีแดงสดและกลิ่นคาวอันเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักดีพวยพุ่งโชยคละคลุ้งแสบทั่วโพรงจมูก กลบความงดงามแสนพิสุทธิ์นั้นหมดสิ้น
กลิ่นเลือด....
ต้นตอมาจากของเหลวข้นสีร้อนแรงที่ไหลซึมแผลกว้างบนสีข้าง เฉือนเนื้อขาวจนเจ็บแปล่บทุกคราที่ขยับ...
พลั่กก!!!
เสร็จไปอีกสอง.....
รอยยิ้มเหยียดเรียบตึง เนตรคมสวยปรายหันไปรับการลอบโจมตีจากด้านข้างทันท่วงที
พวกสัตว์กินพืชชอบสุมหัว เอาเข้าจริงก็อ่อนแอซะจนน่าเบื่อ....
ไม่คู่ควรที่ต้องลงมือเองเลยสักนิด...
ฟึ่บบ!!!
ปลายแส้สะบัดรัดข้อมือคนชุดดำจนปืนสั้นร่วงหล่น ก่อนวกกลับมาฟาดร่างกระเด็นหวือไปคนละทาง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลังแกร่งใต้เสื้อโค้ทหนังสีเขียวขี้ม้าจนน่าอึดอัด เลือดและบาดแผลรั้งความสนใจดีโน่ให้หันมามองร่างบางเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรมากมั้ยเคียวยะ?”
“...แกคิดว่าแกกำลังสู้อยู่กับใครล่ะไอ้ม้าพยศ” ตอบพลางซัดศัตรูล้มครืนเป็นแถบๆด้วยการวาดวงโจมตีในครั้งเดียว
เรื่องฝีมือทั้งคู่มั่นใจว่าไม่มีทางด้อยกว่าฝ่ายศัตรูเป็นแน่
แต่หากต้องสู้กับจำนวนคนที่มากกว่าเป็นร้อยๆติดต่อกันนับชั่วโมงล่ะ...???
ด้วยปริมาณคนมากกว่าทำให้สถานการณ์อยู่ในภาวะสูสี สารพัดอาวุธเท่าที่จะนึกจินตนาการได้ถูกนำออกมาใช้เพื่อจัดการกับผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด2คน หนึ่งคือบอสคาบัคโรเน่แฟมิลี่สมญาม้าพยศ และอีกหนึ่งผู้พิทักษ์เมฆาแห่งวองโกเล่ แฟมิลี่ที่มีประวัติศาสตร์เกรียงไกรเรืองอำนาจมากว่า400ปี หมายให้ตำนานรุ่งโรจน์นั้นจบลงด้วยความตายนิจนิรันดร์!!!!
สองร่างรุมล้อมด้วยบุคคลในชุดสูทหันหลังชนกันราวระแวดระวังภัย เป็นตาหลังซึ่งกันและกัน การต่อสู้เข้าขาได้อย่างน่าประหลาด เฉียบคบ.....พริ้วไหว.....งดงาม.....และเปี่ยมอันตรายจนถึงที่สุด
โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว สายตาคู่หนึ่งประเมินความชุลมุนวุ่นวายเบื้องล่างด้วยมุมเหนือกว่า อดทนและรอคอย เพื่อให้โอกาสทองมาถึง
ใบหน้าภายใต้หน้ากากไหมพรมครอบหัวมีเพียงความสงบ นัยน์ตาข้างหนึ่งจับจ้องเป้าหมายผ่านเลนส์กล้องซึ่งติดกับกระบอกสีนิลมันปลาบ เครื่องหมายบางๆรูปกากบาทแนวตั้งสีแดงขยับเคลื่อนตามร่างที่เคลื่อนไหวไม่หยุดให้เป็นเป้านิ่งง่ายๆ
รอจนกระทั่ง...... พวกเดียวกันวิ่งเข้ารุมผู้พิทักษ์เมฆา ชายหนุ่มยกทอนฟาขึ้นเสยคางตามด้วยเหวี่ยงตัวซัดศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาติดๆกัน และในตอนนั้นเอง ที่อีกฝ่ายถูกล้อมวงกันออกมาให้ห่างจากชายหนุ่มผมทองโดยไม่ทันฉุกคิด
อาจเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลก ที่ร่ำร้องให้สายตาของร่างสูงเหลือบเห็นปลายกระบอกสีดำของวัตถุที่รู้จักดีมาทั่งชีวิตเล็งมาดมั่น
และเป้าหมายย่อมไม่พ้น....
“เคียวยะ!!!!!!”
ปัง!
---------------------------------------------------------------------------------------------
ตัดตอนแบบน่าตบ ไปล่ะค้าาาาาา >w<
Author : Freedeal
Pairing : D18
Rate : NC-17
Genre : Drama,Erotic
Note : กว่าจะมาอัพ อินี้คราวนี้แต่งสดล้วนๆเกือบครึ่งเลยทีเดียว =[]=" เหนื่อยโฮกกกกกกกกกกกก
อย่าเพิ่งตบคนแต่งนะ (/เตรียมโล่ห์ป้องกันตัว)
------------------------------------------------------------------
Lost [4]
ถ้านี้เป็นความฝัน ก็เป็นฝันที่ไม่อยากตื่น...
แม้รู้ว่าสิ่งที่ต้องการนั้นไม่มีทางเป็นไปได้.... จิตใต้สำนึกยังคงหวัง ไม่อยากตื่นจากฝันแสนสุข เพื่อพานพบกับความจริงอันโหดร้ายที่รอช่วงชิงทุกลมหายใจให้จมดิ่งกับความมืดมิดในโลกเบื้องหลัง
แต่ทุกอย่างย่อมมีจุดจบของมัน ไม่เว้นแม้กับความฝันในนิทราอันรางเลือน
กลีบสีขาวชมพูร่วงหล่นพลันกระจายพร่างตามแรงลมปะทะ ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดไหว...
สิ่งบอบบางเล็กจิ๋วปลิวระใบหน้าร่างเพรียวซึ่งเยื้องย่างลึกเข้าไปในสวนบุพผาชาติท่ามกลางพายุสีขาวอมชมพูหอมรวยระรินของดอกซากุระ รองเท้าหนังขัดสีดำมันขลับเหยียบบนผืนหญ้าเขียวประปรายสลับสีอ่อนสวยของดอกไม้งามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สัมผัสอ่อนนุ่มจากฝ่าเท้าทำให้หวนนึกถึงคนๆหนึ่ง.....
นับแต่เขาจำความได้ ที่แห่งนี้เคยมีโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและปริมาณการบริโภคอุปโภคที่มากขึ้นของเมืองนามิโมริ ถ้าไม่ใช่เพราะพิษเศรษฐกิจและไม่มีผู้คนมาจับจองต่อ ที่ดินกว้างก็คงไม่รกร้างว่างเปล่า เมื่อผ่านไปหลายปี จึงมีต้นไม้ขึ้นประปรายบ้าง ซึ่งต้นไม้พวกนั้นก็ได้รับน้ำมาจากแม่น้ำเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆนั้นเอง
เพราะความเงียบสงบ ไร้ผู้คน จึงกลายเป็นที่ๆหนึ่งที่ฮิบาริชอบมานั่งพักผ่อนเพียงลำพังนอกเหนือจากเวลางานและการปลีกวิเวกบนดาดฟ้าโรงเรียนนามิโมริแบบไม่มีใครกล้ามายุ่ง จวบจนมีไอ้บ้าที่คิดเองเออเองว่าเขาเป็นศิษย์มันเจอเข้าแล้วตามมาเกาะแกะถึงที่
กลายเป็นว่าที่แห่งนี้ก็เป็นอีกแห่งที่จะเจอกันได้เสมอนอกเหนือจากที่ศาลเจ้าและที่โรงเรียน แม้ว่าคนอย่างฮิบาริ เคียวยะ จะไม่ต้องการก็ตาม...
และในวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสวยมีเมฆน้อยลอยเอื่อยตามลม นัยน์ตาสีรัตติกาลสะท้อนภาพของแขกไม่ได้รับเชิญพร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างในมือ...
"ทำอะไรของแก?"
"อ่ะ! มาแล้วเหรอเคียวยะ"
ชายหนุ่มผมทองจับเสียมขุดดินแข็งๆด้วยความไม่คุ้นชิน ร่องเล็กๆลึกเพียงเนินฝ่ามือแต่คนขุดกลับขมุกขมอมทั้งตัวเหมือนตกหลุมฝังศพหลังฝนตก ข้างกายเป็นถุงกล้าไม้สองสามต้น
“ตอนเช้าชั้นนั่งรถผ่านร้านต้นไม้ในเมืองข้างๆน่ะ เลยซื้อมาด้วย รู้มั้ยว่าต้นอะไร”
คำถามที่ชายหนุ่มร่างเล็กรู้คำตอบดียิ่งกว่าใคร แม้ยังเป็นเพียงต้นกล้าสูงไม่ถึงเข่า หากรูปลักษณ์นั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาคมที่แลมองด้วยความชินตา
ริมฝีปากเรียวขยับเปล่งคำสบถมุบมิบ และนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆทันควัน
...กล้าต้นซากุระ ต้นไม้ที่เขาชอบ
แต่ดูจากสปีดขนาดเอนซีโอ้ตอนไม่โดนน้ำยังอายแบบนี้ คงอีกหลายชาติกว่าจะได้โต...
ความคิดแล่นเงียบๆ ในหัวดำๆ บรรยากาศสบายๆทว่าสีหน้งเฉยติดจะอึมครึมก็ยังไม่จางหายไป
“แล้วไง”
“อ้าว ก็เคียวยะชอบซากุระไม่ใช่เหรอ ไหนๆเราก็มาที่นี้ประจำอยู่แล้ว ปล่อยให้โล่งแบบนี้มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ว่ามั้ยล่ะ”
“.......แล้วใครมันอนุญาตให้แกปลูก” เปรยเสียงเข้มอย่างเมฆาผู้อวดดี “สวนที่คฤหาสน์แกไม่มีรึไง”
รอยยิ้มฝืดเฝื่อนลงถนัดตา “ง่า.....แต่ตรงนี้มันก็ไม่มีเจ้าของไม่ใช่เหรอ”
ท้องฟ้าอาบสีทองสว่างยามตะวันใกล้ผินลับขอบฟ้า หนึ่งร่างในชุดสูทสีเดียวกับเรือนผมและนัยน์ตา อีกหนึ่งนั้นในชุดสบายๆภายเสื้อโค้ทขอบขนเฟอร์หนานุ่ม มองสบเพียงครู่เงียบๆ
“หึ จะปลูกอะไรก็ตามใจ แต่อย่ามาซี้ซั้วปลูกทิ้งๆขว้างๆล่ะ มันรกหูรกตา ไม่งั้นจะขย้ำให้ตาย.....”
พูดทิ้งทวนพลางเดินไปหามุมสงบๆห่างๆ
“จ้าาาาาาา!!”
คนถูกตามใจได้ยินรับคำน้ำเสียงร่าเริงแข็งขัน กระชับด้ามเครื่องมือแน่นแล้วขุดแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเศษดินกระจายเปื้อนเสื้อผ้าเป็นหย่อมๆ แต่รอยยิ้มที่ฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลารั้งไม่ให้ร่างเล็กซึ่งทอดมองเงียบๆจากหลังต้นไม้สูงเอ่ยอะไรออกไป
เนตรสีรัตติกาลเหลือบเห็นชายวัยกลางคนคนสนิทของอีกฝ่ายยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล กระโปรงพาหนะหรูสีเดียวกับเรือนผมและดวงตาคมสวยเปิดเผยถุงกล้าไม้ชนิดเดียวกันอีกเกือบ10ต้น
...ไอ้งี่เง่า.......
.....เพราะเป็นบอสแฟมิลี่ใหญ่พ่วงพันธมิตรอันดับต้นของวองโกเล่ ในวันรุ่งขึ้นนั้นเองตั๋วเที่ยวบินกลับอิตาลีเที่ยวเร็วที่สุดจึงเป็นใบเบิกทางหิ้วคนสมญานามม้าพยศกลับบ้านเดิม งานประดังประเดเข้ามาดังคลื่นซัดจนไม่อาจกระดิกตัวไปไหนมาไหนได้ดั่งใจอีก
ดีโน่ต้องสะสางงานวุ่นวายที่อิตาลีช่วงนั้นอยู่นาน นาน......มากพอที่กล้าไม้เล็กเหล่านั้นใบเริ่มเปลี่ยนสี
ถึงจะพูดแบบนั้น.......
สุดท้ายคนที่มาดูแลรดน้ำพรวนดินสวนนี้ตอนที่เจ้าม้าบ้าไม่อยู่กลับเป็นเขาซะเอง.....
ร่างบางถือฝักบัวรดน้ำจนชุ่ม สีเขียวขจีสมดังเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของโรงเรียนที่เราภาคภูมิใจคลายความหงุดหงิดลงไปนิด
ชิ... ถือซะว่าทำบุญให้สัตว์กินพืชตัวนึงไปเกิดใหม่ให้หื่นน้อยลงหน่อยแล้วกัน
ในบางคราที่ฮิบาริปลีกตัวออกมาไม่ได้ คุซาคาเบะ เท็ตสึยะก็จะออกมาทำหน้าที่คนสวนจำเป็นชั่วคราวอย่างรู้งานและรู้ใจนายตนแบบไม่ต้องเอ่ยปาก กิจกรรมยามว่างเล็กๆน้อยค่อยๆกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันโดยไม่รู้ตัว
อากาศแจ่มใสสดชื่น ท้องฟ้าโปร่งก้อนปุยอ่อนสีขาวเกิดจากละอองไอน้ำควบแน่นลอยประปรายแต่งแต้มให้นภาผืนกว้างไม่ดูโล่งจนเกินงาม วันเวลาผันผ่านจากเดือนเป็นปี เข้าสู่ฤดูที่ยอดไม้อ่อนและดอกไม้เริ่มผลิบาน แสงแดดอ่อนๆยามเช้าคลอลมหนาวพัดแผ่ว
“บานแล้วสวยจังเลยนะ เพราะเคียวยะดูแลมันดีแท้ๆ ‘เด็กๆ’ถึงโตกันมาถึงขนาดนี้”
ท่ามกลางสวนสวยราวภาพฝันซึ่งปรากฏต้นไม้สูงประปราย คน2คนเดินเคียงข้าง รอยยิ้มเหยียดส่งให้คนชม “หึ ก็ใครกันล่ะที่เที่ยวปลูกโน่นปลูกนี้ทิ้งไว้แล้วชิ่งหนีไปอิตาลีจนชั้นต้องถ่อมาที่นี้ทุกวันล่ะ” กิ่งไม้ไหวน้อยๆส่งเสียงดังซ่อกแซ่ก “...เสียเวลาจริงๆ”
“แต่เคียวยะก็ชอบมันนี่หน่า”
รอยยิ้มอบอุ่น มือแกร่งที่คว้ามือขาวเรียวเล็ก ส่งความรู้สึกบางอย่าง หัวใจที่ห้อมล้อมด้วยปราการน้ำแข็งสูงชันสั่นไหว.....
“ไม่งั้นไม่ปล่อยให้โตมาถึงขนาดนี้หรอก จริงมั้ย?”
แว่วเสียงแค่นในลำคอบางเบาขณะที่คนดักคอหัวเราะร่ากับคำบริภาษเบาๆที่หูเจ้ากรรมได้ยิน “ไร้สาระ”
นับแต่นั้น... ซากุระที่เคยตั้งตระหง่านตาไม่กี่ต้นก็พลันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแววว่าจะมีมาอีกตามอารมณ์ช่างสรรหาของดีโน่
คิ้วเรียวกระตุกจนร่างสูงนึกเปรียบว่าถ้ามันเป็นเชือกอาจขาดไปตั้งแต่เห็นเขาแล้วก็ว่าได้...
“แกจะปลูกอะไรกันนักกันหนาห๊ะเจ้าสัตว์กินพืช!!! รู้มั้ยว่าคนที่ดูแลน่ะมันใครกัน”
เอ่ยเสียงทะมึนเสียจนม้าหนีงานออกมาเทียวไปเทียวมาจนน่าปวดหัวถึงกับยิ้มไม่ออก แต่ปากก็แย้มยิ้มแหยๆไปตามปฏิกิริยาคุ้นชินของร่างกาย “ชั้นคิดว่าเวลามันบานพร้อมกันเยอะๆ น่าจะสวยดีน่ะ แหะๆ”
สองมือกร้านจากการจับอาวุธและไม่ได้รับการบำรุงดูแลดีพออุ้มกล้าซากุระลงในหลุมแล้วโกยดินกลบ
“สวนนี้ ขอให้เป็นตัวแทนของชั้น ถ้าเมื่อไหร่ชั้นไม่อยู่แล้วเคียวยะเหงาคิดถึงชั้นจะมาอยู่ที่นี้แทนก็ได้นะ จะได้เหมือนว่าชั้นเฝ้าดูเธออยู่ตลอดเวลาไง...”
“....ไม่จำเป็น แล้วใครคิดถึงแก ?” ตอบแทนคำหวานๆโรแมนติคชวนฝันในแบบที่สาวๆต้องกรี๊ดสลบไม่ก็ละลายกองกับพื้น คำพูดตรงๆไม่เกรงใจใครเป็นนิสัยที่ไม่ว่าอย่างไรก็แก้ไม่หายเสียที หากคนโดนปัดความหวังดีทิ้งไม่นึกถือสา
“แต่ชั้นคิดถึงเคียวยะนี่”
“..................”
เงียบกันไปทั้งคู่ ร่างสูงนั่งยองๆตบดินที่กลบพลันลุกขึ้นปัดเศษดิน ถอดถุงมือทิ้ง ก่อนเอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กของคนตัวบางที่มองมาอย่างไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก
“นี่ เคียวยะ”
ชายหนุ่มชุดสูทสากลสีดำดุจเรือนผมและนัยน์เนตรคมปลาบยืนนิ่ง ไม่แม้จะปริปากหรือหันมอง หากช่วงชีวิตที่อยู่ร่วมกันมาหลายปีบอกให้ดีโน่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฟังเขาอยู่
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เรามาดูดอกซากุระด้วยกันอีกนะ.....”
ความบริสุทธิ์สวยงามของดอกไม้โชยกลิ่นระรวยอันเป็นความพึงพอใจของบุรุษเกศาสีนกกาในความทรงจำยังไม่จางหาย
จมูกโด่งสูดดมรับความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งชวนเคลิ้มฝัน เปลือกตาบางพริ้มปล่อยใจล่องลอย
หากชั่วพริบตา สีแดงสดและกลิ่นคาวอันเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักดีพวยพุ่งโชยคละคลุ้งแสบทั่วโพรงจมูก กลบความงดงามแสนพิสุทธิ์นั้นหมดสิ้น
กลิ่นเลือด....
ต้นตอมาจากของเหลวข้นสีร้อนแรงที่ไหลซึมแผลกว้างบนสีข้าง เฉือนเนื้อขาวจนเจ็บแปล่บทุกคราที่ขยับ...
พลั่กก!!!
เสร็จไปอีกสอง.....
รอยยิ้มเหยียดเรียบตึง เนตรคมสวยปรายหันไปรับการลอบโจมตีจากด้านข้างทันท่วงที
พวกสัตว์กินพืชชอบสุมหัว เอาเข้าจริงก็อ่อนแอซะจนน่าเบื่อ....
ไม่คู่ควรที่ต้องลงมือเองเลยสักนิด...
ฟึ่บบ!!!
ปลายแส้สะบัดรัดข้อมือคนชุดดำจนปืนสั้นร่วงหล่น ก่อนวกกลับมาฟาดร่างกระเด็นหวือไปคนละทาง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลังแกร่งใต้เสื้อโค้ทหนังสีเขียวขี้ม้าจนน่าอึดอัด เลือดและบาดแผลรั้งความสนใจดีโน่ให้หันมามองร่างบางเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรมากมั้ยเคียวยะ?”
“...แกคิดว่าแกกำลังสู้อยู่กับใครล่ะไอ้ม้าพยศ” ตอบพลางซัดศัตรูล้มครืนเป็นแถบๆด้วยการวาดวงโจมตีในครั้งเดียว
เรื่องฝีมือทั้งคู่มั่นใจว่าไม่มีทางด้อยกว่าฝ่ายศัตรูเป็นแน่
แต่หากต้องสู้กับจำนวนคนที่มากกว่าเป็นร้อยๆติดต่อกันนับชั่วโมงล่ะ...???
ด้วยปริมาณคนมากกว่าทำให้สถานการณ์อยู่ในภาวะสูสี สารพัดอาวุธเท่าที่จะนึกจินตนาการได้ถูกนำออกมาใช้เพื่อจัดการกับผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด2คน หนึ่งคือบอสคาบัคโรเน่แฟมิลี่สมญาม้าพยศ และอีกหนึ่งผู้พิทักษ์เมฆาแห่งวองโกเล่ แฟมิลี่ที่มีประวัติศาสตร์เกรียงไกรเรืองอำนาจมากว่า400ปี หมายให้ตำนานรุ่งโรจน์นั้นจบลงด้วยความตายนิจนิรันดร์!!!!
สองร่างรุมล้อมด้วยบุคคลในชุดสูทหันหลังชนกันราวระแวดระวังภัย เป็นตาหลังซึ่งกันและกัน การต่อสู้เข้าขาได้อย่างน่าประหลาด เฉียบคบ.....พริ้วไหว.....งดงาม.....และเปี่ยมอันตรายจนถึงที่สุด
โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว สายตาคู่หนึ่งประเมินความชุลมุนวุ่นวายเบื้องล่างด้วยมุมเหนือกว่า อดทนและรอคอย เพื่อให้โอกาสทองมาถึง
ใบหน้าภายใต้หน้ากากไหมพรมครอบหัวมีเพียงความสงบ นัยน์ตาข้างหนึ่งจับจ้องเป้าหมายผ่านเลนส์กล้องซึ่งติดกับกระบอกสีนิลมันปลาบ เครื่องหมายบางๆรูปกากบาทแนวตั้งสีแดงขยับเคลื่อนตามร่างที่เคลื่อนไหวไม่หยุดให้เป็นเป้านิ่งง่ายๆ
รอจนกระทั่ง...... พวกเดียวกันวิ่งเข้ารุมผู้พิทักษ์เมฆา ชายหนุ่มยกทอนฟาขึ้นเสยคางตามด้วยเหวี่ยงตัวซัดศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาติดๆกัน และในตอนนั้นเอง ที่อีกฝ่ายถูกล้อมวงกันออกมาให้ห่างจากชายหนุ่มผมทองโดยไม่ทันฉุกคิด
อาจเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลก ที่ร่ำร้องให้สายตาของร่างสูงเหลือบเห็นปลายกระบอกสีดำของวัตถุที่รู้จักดีมาทั่งชีวิตเล็งมาดมั่น
และเป้าหมายย่อมไม่พ้น....
“เคียวยะ!!!!!!”
ปัง!
---------------------------------------------------------------------------------------------
ตัดตอนแบบน่าตบ ไปล่ะค้าาาาาา >w<
Tags: d18, fanfic, incompleto, lost, reborn2 Comments

COLORLESS LANDSCAPE
#1 By T^T (114.128.123.38) on 2009-09-13 16:02