[Fic & AUfic] Incompleto :: Lost [6] The end (D18)

posted on 14 Jun 2009 20:54 by freedeal  in Fiction

Title : [Fic & AUfic] Incompleto :: Lost (D18) ตอนที่ 6
Author : Freedeal
Pairing : D18
Rate : NC-17
Genre : Drama,Erotic
Note : จบแล้ววววววววว กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!!!!! (/เต้นรอบบ้าน)

------------------------------------------------------------------



Lost [6]





ด้วยความชาชินนั้นเองที่ทำให้คิดว่า ‘สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เห็นอยู่เคียงข้างกายเสมอ จะไม่จากไปไหน’



.......บดบังความจริงที่เป็นที่สุด ..........ว่าไม่มีอะไร..........ที่จะจีรังยั่งยืน.......



เก่งกาจ........กล้าหาญ........องอาจ.........มากเพียงไร



สุดท้าย ก็ต้องคืนสู่ผืนดิน.......







สองปีแล้วสินะ.....


สองปีที่เขายังคงอยู่ที่เดิมมาตลอด ขณะที่อีกฝ่ายเดินจากเขาไปไกลแสนไกล......


ระยะห่างที่น่าเจ็บปวด ถ้อยคำก่นด่าด้วยความรำคาญที่มีต่อร่างสูง ฝ่ามือแกร่งแม้หยาบกร้านจากการจับอาวุธกลับอบอุ่นและน่าสัมผัสทุกครั้ง ยามนี้


ไม่มีอีกแล้ว............


เท้าทั้งสองข้างพาร่างเจ้าของยืนหยุดใต้ร่มเงาต้นซากุระใหญ่ในสวน สายลมพัดพากลีบดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่นสีขาวอมชมพูบางสวยปลิวจากขั้วลอยผ่านใบหน้าคนตัวเล็กแผ่วเบา กลิ่นหอมอ่อนๆคลุ้งกำจายทั่วบริเวณ


ทว่าความสนใจของฮิบาริ เคียวยะ กลับอยู่ที่วัตถุหินอ่อนหน้าตัดสี่เหลี่ยมสีขาว..........ทั้งความแข็งและอุณหภูมิเยียบเย็นคือสิ่งที่รู้สึกได้จากการลากนิ้วเรียวไล่ทั่วราวโหยหา นัยน์ตาสีดำน้ำงามจับจ้องอักษรนูนที่สลักเป็นดั่งสิ่งแสดงตัวตนที่เคยมีอยู่จากผู้ที่อยู่ไกลแสนไกล เกินจะเอื้อมมือ......คว้าเพียงละอองไอ.....





[b]Dino Carvallone



แด่ บอสผู้เคารพรักจากแฟมิลี่ และ นภาเพียงหนึ่งแห่งคาบัคโรเน่
[/b]





...วายุพัดโบกโลมใบหน้า หมู่มวลพฤกษาหลากสายพันธุ์รายล้อมเอนลู่แนบผืนหญ้าอุดมสมบูรณ์


บรรยากาศเดิมๆ..... กลิ่นอายเดิมๆ.......



........เหมือนในวันนั้น.........






หากมีใครสักคนเดินผ่านมา คงได้เห็นภาพประหลาดของชายฉกรรจ์ชุดดำนับร้อยยืนรวมกลุ่มบนแถบรอบนอกของเมืองนามิโมริ ไม่ไกลนักบริเวณริมแม่น้ำสายย่อยไหลเอื้อยๆเต็มไปด้วยรถราคาแพงนับสิบคันจอดแน่นิ่งกับคนเฝ้าไม่กี่สิบคนในชุดเดียวกัน ใบหน้าดุถมึงทึงน่าคร้ามครั่นหากหน้าต่างของหัวใจกลับทอประกายหม่นแสงบ่งบอกความจริงในใจเด่นชัด


.....ชัดเสียจนไม่มีใครกล้าแม้นเพียงสบมอง เพื่อตอกต่ำย้ำลึกรอยร้าวมิใช่เพียงเศษเสี้ยวบางๆจนช้ำ........ซ้ำแล้ว......ซ้ำเล่า.....


ทั้งคนจากแฟมิลี่ที่สูญเสียนายเหนือเพียงหนึ่ง ทั้งแฟมิลี่พันธมิตรที่สนิทรักใคร่กันดังญาติสนิทเช่นวองโกเล่ ต่างเข้าร่วมพิธีด้วยความสงบ มิมีใครปริปากว่าคำใดนอกจากผู้ถือพรหมจรรย์ห่มดำท่าทีเคร่งขรึมที่ถูกเชิญมาจากโบสถ์คริสต์เมืองข้างเคียง พิธีแบบตะวันตกกลางสวนซากุระบานสะพรั่งในนามิโมริช่างแปลกตาหากไม่มีใครใส่ใจมากไปกว่าร่างที่เป็นเจ้าของงานซึ่งทอดร่างนิ่งในโลงสีขาวประดับดอกไม้งามอย่างสงบ


เสียงโหวกเหวกปะปนเสียงแหวกอากาศเบื้องหลังเรียกความสนใจจากผู้ที่ยืนเคารพศพรอบในของวง รวมทั้งบาทหลวงชราผู้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย ริมฝีปากแห้งยับบนใบหน้าเหี่ยวย่นตามอำนาจแห่งกาลเวลาชะงักบทสวดยืดยาวชวนง่วงเหงาหาวนอน กลุ่มคนรายล้อมเริ่มทยอยแหวกทางให้ใครคนหนึ่งตรงเข้ามา รังสีฆ่าฟันกับออร่าดำทมิฬผสานเสียจนเด่นชัดแม้อยู่ในดงคนชุดดำที่ควรกลืนอีกฝ่ายให้หายวับเนียนสนิท



“.....คุณฮิบาริ........”


เจ้าของชื่อหันตามเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเบือนกลับดังเดิม ไม่สนใจร่างเล็กผมสีน้ำตาลไหม้ฟูฟ่องที่กำลังมองเขาด้วยสายตา......ที่ไม่น่าชอบใจยิ่งหากเป็นยามปกติ ช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน เพราะเจ้าสัตว์กินพืชที่สุมหัวกับเจ้าสัตว์กินพืชกลายพันธุ์ตัวเล็กนี้ ก็กำลังส่งสายตาแบบเดียวกันนี้มายังคนๆเดียว



ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเห็นใจ......ความสงสาร......ความเวทนา........



ของน่าสมเพชแบบนั้น.....ต่อให้มาจากใครหน้าไหน



...ชั้นก็ไม่ต้องการ



....รวมถึงแกด้วย........





ควับ!



กว่าคนอื่นๆจะตั้งตัวนึกคิดอะไรได้ คนบุกกลางงานก็ยกทอนฟาใต้แขนเสื้อสูทขึ้นแล้วพุ่งตัวตวัดอาวุธสังหารใส่คนตัวสูงที่หลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราวทันที!



ฟึ่บบ........บบ!!!!



แว่วเสียงร้องหลงของผู้ร่วมงานหลายคนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา กลั้นลมหายใจกันไม่ทั่วท้อง


ทอนฟาหยุดลงอย่างจงใจ เพียงหน้าคมซีดเซียวของดีโน่ คาบัคโรเน่


ดวงตาเบิกค้างตกตะลึงของสัตว์กินพืชที่สุมหัวนับร้อยต่อหน้าเมฆาผู้เย่อหยิ่ง ไม่ได้เรียกวิกฤติเลือดตายเกลื่อนอย่างที่คาดไว้ ร่างผอมบางผมสีเข้มเด่นดุจอาภรณ์ภูมิฐานขยับกายประชิด



“ไอ้คนโกหก ไหนล่ะสัญญาลูกผู้ชายที่แกเคยบอกว่าจะอยู่รอให้ชั้นขย้ำแกตายกับมือเอง แล้วทำไม....”


กัดฟันพูด เป็นภาพที่เหนือความคาดหมายของผู้เฝ้ามองกว่าร้อยชีวิตยิ่งนัก ยามชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัวและเก่งกาจที่สุดก้มหน้าลงมองอีกฝ่ายเต็มๆตา มือเล็กไร้อาวุธแตะฝ่ามือกร้านซึ่งประสานกลางอก บีบหนักๆแม้รู้ว่าปฏิกิริยาตอบสนองแบบโอดโอยเงอะงะจะไม่มีทางได้เห็นอีก


“แกจะทำแบบนี้ไม่ได้ มีคนข้างหลังอีกมากที่มีชีวิตอยู่เพื่อแก รอแก แล้วจู่ๆคิดจะหนีปัดความรับผิดชอบให้ลูกน้องอย่างเดียวรึไง”


ผิวเนื้อซีดหาได้มีรอยก่ำของโลหิตไหลเวียนวน ท่าที่นิ่งเฉย.....ริมฝีปากหนาซึ่งเคยปลุกเร้าช่ำชองทั่วสรรพพางค์กายสั่นไหวปิดสนิทเสมือนล๊อคกุญแจปิดตาย


“ชั้นถามก็ตอบซะสิ เป็นใบ้ไปแล้วรึไงไอ้ม้าพยศ.......ทำไม............ชั้นถามว่าทำไม!!?”



ทำไมแกถึงทิ้งชั้นไป......



ทิ้งไว้....ให้จมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมานเพียงคนเดียว



ลางความรุนแรงส่อแวว กระตุ้นรุ่นน้องตัวดีเริ่มชักสีหน้าลุกลี้ลุกลน


“ใจเย็นๆเถอะครับคุณฮิบาริ!! คุณดีโน่เค้า...”


“หุบปากซาวาดะ!! หมอนี่มีหนี้ค้างชั้นอยู่ ถ้าใครคิดขวางล่ะก็ ได้เป็นศพแน่!!!”


ประกาศิตชัดแจ้ง คนคิดปรามหยุดความคิดดังกล่าวลง ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือรักชีวิตตัวเอง เหตุสำคัญคือน้ำเสียง......ที่สั่นไหวของคนขู่ ยากจะเพิกเฉยได้อีก....


นิ่งรอจนความสงบเป็นนาย คน2-3คนที่รอดูจังหวะเหมาะๆจึงได้สัญญาณจากบอสวองโกเล่ยกโลงไม้ขัดเงาสีสะอาดตาขึ้น


ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้สายตาคมปลาบไร้แววแสนอ่านยากจนเหงื่อผุดพรายชุ่มแผ่นหลังและใบหน้า โลงถูกวางลงในหลุมสี่เหลี่ยมลึกอย่างบรรจง เปิดโฉมหน้าภายในให้เห็นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปิดฝา


ธุลีดินคือสิ่งสุดท้ายที่กลบลงจนมิดปิดตายความหลังไว้ชั่วนิรันดร์...ตราบเท่าที่คนเป็นยังมีลมหายใจ


“พวกเราไปกันเถอะ....” นภาร่างเล็กโค้งเป็นเชิงขออภัยกับบาทหลวงที่ยังยืนอยู่ใกล้ที่ทำให้ต้องเสียเวลาแกมเสียขวัญ ก้าวเท้าเดินผละไปเป็นคนแรก


“อ๊ะ! รุ่นที่สิบ???” คนผมเงินงุนงงไม่น้อย เมื่อหนึ่งในเจ้าภาพคนสำคัญกลับขอตัว ฝ่ายที่ตายไปเป็นถึงบุคคลสำคัญทั้งต่อแฟมิลี่และต่อความทรงจำ คนอ่อนโยนดังนภาสีขาวไม่น่าจะอยู่เพียงแค่นี้แน่ เหล่าผู้พิทักษ์และคนร่วมงานทั้งสองแฟมิลี่พ่วงอาจารย์นักฆ่าด้วยอีกคนต่างมองหน้ากันเอง


“โกคุเดระคุง งานของเราน่ะมันจบไปนานแล้ว ถึงตาของเขา2คนแล้วล่ะที่ต้องสานต่อ”


คำอธิบายทิ้งนัยยะบางอย่างมาพร้อมกับหัวใจที่รับรู้ได้ทั่วกัน


การแสดงออกของผู้พิทักษ์จอมปลีกวิเวกชัดเจนเสียจนหยุดการกระทำด้วยความปรารถนาดีสิ้น


การคงอยู่ของพวกเขาในยามนี้ ล้วนเป็นอุปสรรคขัดขวาง ช่วงเวลาสุดท้ายที่มีค่าเกินกว่าผู้ใดจะเข้าใจ


สิ่งที่พอทำให้ได้ คงมีเพียงแค่นี้......


“ฝากบอกลาคุณดีโน่ด้วยนะครับ คุณฮิบาริ”





โดยมิได้นัดหมาย ภายในไม่ถึง5นาที ผู้คนมากมายที่เคยปักหลักไว้อาลัยในสวนสวยแห่งนี้ก็พลันอันตรธานหายเงียบเชียบ เสียงสตาร์ทรถดังคันแล้วคันเล่าจนพาหนะสีเข้มแล่นหายไปสุดสายตา



ไม่อาจระบายให้ใครได้รับรู้



ไม่อาจพูดคุยได้อย่างสนิทใจเหมือนใคร



ไม่อาจได้ยินเสียงระรื่นและรอยยิ้มดั่งดวงตะวันฉาย



ไม่อาจสัมผัสถึงไออุ่นร้อนชวนให้ใจกระตุกยามเคียงร่างข้างกัน



“ต่อให้ต้องขุดศพแกขึ้นมาชั้นก็จะทำ ถ้ามันจะทำให้แกลุกขึ้นมาให้ชั้นขย้ำแกได้ ดีโน่ คาบัคโรเน่...!!”



ทำไมคนที่เจ็บปวดต้องเป็นชั้น



คำถามเดิมๆถามตัวเองอีกครั้ง อีกครั้ง... และอีกครั้ง....




ชั้นเกลียดแกไม่ใช่รึไง....?




คนเช่นฮิบาริ เคียวยะ คงไม่อาจให้คำตอบที่น่าพอใจให้ตัวเองได้ แม้จะเป็นเพียงเส้นผมเส้นเดียวบังภูเขาลูกมหึมา


คำตอบสั้นๆง่ายๆ เพียงแค่สามพยางค์ หากทำใจพูดยากยิ่งกว่าถ้อยคำใดๆ คนปากแข็งจึงเลือกที่จะพูดในสิ่งที่มันตรงกันข้ามเสีย


ไม่ต่างกับการโกหกคำโต ที่คนทำไปด้วยความจริงใจใสซื่อบริสุทธิ์


เพียงเพื่อปรารถนา...จะซุกซ่อนระเบิดเวลาแสนหวานภายใต้ภูผาแกร่งสีรัตติกาล


และเมื่อถึงวันที่มันต้องระเบิด ...สิ่งที่หลงเหลือ คือ เศษซากของความอาดูรเจือความหวังลมๆแล้งๆ.....สายเกินกว่าจะแก้......





“ชั้นมาทวงสัญญาของแก”


ช่อดอกไม้สีขาวสดแซมบุพผาเล็กจ้อยแดงดังเชอร์รี่หวานวางนิ่งระดับเดียวกับปลายรองเท้าหนังขัดเงาคู่เล็ก


“ถึงแกจะเป็นม้าบ้าความจำเสื่อมแต่ชั้นก็จำคำพูดพล่อยๆของแกได้อยู่ดี เป็นเพราะอะไรกัน.....”



สายลม... กลิ่นดิน... กลิ่นหญ้า... ละอองน้ำช่ำชื่น...พัดหอบอ่อนโยนราวอีกฝ่ายรับรู้



คำสั่งเสียสุดท้ายกับลูกน้องในอาณัติของบอสคาบัคโรเน่ผ่านทางเมฆาผู้องอาจคือให้ฝังร่างของตนไว้ในสวนแห่งนี้ สถานที่ที่เป็นดั่งความทรงจำล้ำค่า ใช้วันเวลาแสนมีค่าอย่างไร้สาระไปวันๆ


เพราะมีคนสำคัญอยู่ใกล้ตัว... แม้จะล้มหายตายจาก หากแต่ยังผูกมัดลมหายใจ....ร่างกายไว้ ณ บ้านเกิดของผู้ที่รัก หวงแหนยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง


ร่างที่อยู่เบื้องใต้ตามที่ตนต้องการไม่อาจฟื้นคืนกลับมา.....รู้ดีแก่ใจ




ความผิดสุดท้ายของแก



แกทำให้ชั้นเจ็บ เพราะ.................






“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเคียวยะ...”



ใบหน้าคมจ้องมาอย่างติดรอยยิ้มชินตาชวนน่ารำคาญ



“...ถ้าเธอเป็นแบบนี้ ต่อจากนี้ไป.....ชั้นจะปลอบเธอได้ยังไงกันล่ะหือ?”



แว่วเสียงทุ้มดังข้างหูไม่จางหาย คำสาปแสนร้ายกาจ...ชวนให้ลิ้มลองฤทธิ์บาปเร้นลึก.....





“ชั้นรักเธอ....เคียวยะของชั้น”





ไม่มีอ้อมกอดสวมจากด้านหลัง



ไม่มีลมหายใจหนักแน่นชวนให้ใจเต้นระส่ำร่ำข้างหู



ไม่มีปอยผมสีอ่อนสว่างคลอเคลียจั๊กจี้บนต้นคอขาว



ม่านหมอกมายา??? ...หรือเป็นเล่ห์กลลวงหลอก???



ภาพคนตัวสูงจางพลันสลายหายกับตา ทั้งกลิ่นโคโลญและไออุ่นที่สัมผัสได้หายไป.......



จินตนาการ...?



ไม่มี............อะไร......อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก



มือบางกำเกร็งกรอบรูปแน่นจนข้อขึ้นขาวซีด



“ดีโน่........ชั้น....”





...รัก...





มีเพียงความเงียบและเสียงกระพือปีกของสัตว์เลี้ยงแสนรัก



ความร้อนระอุเอ่อล้นคลอหน่วยบนหางตา ของเหลวสีใสหลั่งรินหยดลงบนใบหน้ายิ้มร่าของคนในห้วงคำนึงซึ่งเหลือไว้เพียงในรูปถ่ายแผ่วเบา



"ดีโน่...."



แด่ผืนฟ้าที่พังทลาย..........



แด่ดวงใจดวงหนึ่งที่แตกสลาย..........



แด่วิญญา์ณที่ไม่อาจหวนคืน.............



สดับเสียงทำนบตื้นเขินพังผิน.......



และแล้ว กลีบขาวบาง.....สุดท้ายก็พลันปลิดขั้วร่วงหล่น



ทอดกายสะท้อนในอัญมณีเลอค่าหากไร้แวว...ตราบแต่นี้...และตลอดไป





- Fin -



-------------------------------------------------------------------------------------

 

ประกาศค่ะ

คิดว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ จะคลอดตอนพิเศษมาให้ค่ะ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

บล็อคเยี่ยมจริงๆ เลยค๊า แล้วจะแวะมาอีกนะคะ

#1 By เพลงใหม่ล่าสุด (58.9.11.121) on 2009-06-23 16:59

ชอบจ้า

#2 By Come Back To Me (58.9.7.188) on 2009-06-25 10:21

ซึ้งมั่กๆๆๆ
ชอบมากเยยย
แทบร้องไห้ สงสารเคียวยะจัง สงสารดีโน่
รอตอนพิเศษเน้อ^^

#3 By ~Theeodoll..Daughter of darkness~ on 2009-07-02 15:35

มาอ่านแต่ตอนสุดท้ายแล้วจะร้องไห้เอา = ='''''


ทำไมม๊าทำแบบเน้!!

อยากอ่านฟิคแฮปปี้ๆอะ

#4 By ●•WàtëR MéLõÑz•● on 2009-09-24 22:11